Saturday, October 31, 2009

แสนเสียดาย This Is It

This Is It เป็นเบื้องหลังที่ทีมงานของไมเคิล แจ็คสันถ่ายทำไว้ระหว่างซ้อมคอนเสิร์ต ที่กำหนดจะจัดขึ้นในปี 2009 นี้ ่น่าเสียดายที่ไมเคิล แจ็คสันเสียชีวิตไปเสียก่อน

เรื่องราวเบื้องหลังที่นำเสนอทั้งหมด ทำให้เห็นถึงการทำงานแบบทุ่มเทของทีมงาน โดยเฉพาะตัวไมเคิลเอง เปิดนำด้วยบทสัมภาษณ์ของแดนเซอร์ที่ถูกคัดเลือกให้ร่วมแสดงในคอนเสิร์ตครั้งนี้ ได้เห็นการคัดตัวแดนเซอร์จำนวนหลายร้อยคนที่มาจากหลากหลายประเทศ แต่สุดท้ายที่ได้รับเลือกจริงๆ แค่ 10 คนเท่านั้นเอง

หลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงแต่ละเพลง ตั้งแต่การเตรียม MV ประกอบสำหรับบางเพลง การเตรียมนักดนตรี จังหวะการร้องการเต้น จังหวะของเอฟเฟ็คต่างๆ โดยไมเคิลจะเน้นการซ้อมทุกเรื่องแบบเป๊ะๆ แทบไม่ให้อะไรหลุดจาก concept ที่ตัวเองต้องการ ดูแล้วเหมือนคนที่จู้จี้กับทุกๆ เรื่อง แต่แปลกที่ไม่่รู้สึกรำคาญ กลับรู้สึกชื่นชมเอามากๆ ว่าคนอะไรไม่รู้ ทำไมถึงเข้าถึงอารมณ์ดนตรีได้ลึกซึ้งแบบนั้น และสิ่งที่เขาพูดย้ำอยู่เสมอเวลาที่งานไม่ได้ดังใจคือ “ผมติเพื่อก่อนะ” และ “เราถึงต้องซ้อมและซ้อมยังไงล่ะ”

ยิ่งดูยิ่งเสียดายว่างานที่เตรียมอย่างดีขนาดนี้ กลับไม่มีโอกาสนำเสนอต่อสายตาคนดูอย่างที่เขาหวังและตั้งใจไว้ ในเรื่องของการร้องเพลงต้องบอกว่า “ไมเคิลยอดเยี่ยมที่สุด” เพลงเร็วก็สนุกจนแทบอยากลุกไปเต้นตาม ส่วนเพลงช้าก็เพราะเหลือใจ โดยเฉพาะเพลง You are not alone และ Earth song

ในการร้องเพลง Earth song ทางทีมงานได้เตรียม MV ประกอบว่าด้วยเรื่องของการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม มีคำพูดของไมเคิลช่วงหนึ่งน่าสนใจ เขาบอกว่า ทุกวันนี้เวลาเราพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม เรามักจะลงเอยด้วยคำพูดที่ว่า เดี๋ยวรัฐบาลก็เข้ามาดูแลเองแหละ หรือ เดี๋ยวเขาก็จะเข้าไปแก้ปัญหาเองแหละ ไมเคิลบอกว่า “เขา” น่ะใคร มันน่าจะเป็น “เรา” มากกว่า เพราะปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของ “เรา” ถ้า “เรา” ไม่ช่วยกันแก้ไข แล้วใคร (เขา) จะเป็นคนแก้ (เป็นคำพูดที่ถูกใจมาก)

และด้วยความที่ผู้เขียนเป็นผู้หญิง จึงอดชื่นชมสาวๆ ที่จะร่วมขึ้นคอนเสิร์ตกับไมเคิลไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นมือกีตาร์ corus และสองแดนเซอร์สาว (หุ่นสุด perfect) คิดว่าช่างเป็นผู้หญิงที่ “เจ๋ง” จังเลย ที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับนักร้องระดับโลกแบบนี้ เสียดาย…เสียดาย…อีกหลายๆ ครั้ง ที่ไม่มีโอกาสได้ชมคอนเสิร์ตจริง

ยังไงก็ตาม…ในโลกของความเป็นจริง ไมเคิลก็จากไปแล้ว นอกจากคำพูดว่า This Is It แล้ว ยังมีคำพูดอีกคำหนึ่งที่เขาฝากไว้ นั่นคือ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น “ความรักเท่านั้นที่จะคงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์” (Love lives forever)

ขอให้พระคุ้มครองค่ะ…

No comments:

Post a Comment